เมื่อพูดถึงการติดตั้งและใช้คาร์ซีท บทความส่วนใหญ่จะพูดถึงวิธีการ ขั้นตอน และเทคนิคต่างๆ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงสิ่งที่สำคัญมากในทางปฏิบัติ นั่นคือ ร่างกายของคุณแม่หลังผ่าคลอด สภาพร่างกายในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังคลอดบุตรส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการติดตั้ง การยกลูก และการใช้คาร์ซีทได้อย่างถูกต้อง และหากมองข้ามปัจจัยนี้ไป อาจนำไปสู่การติดตั้งที่ผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว
แผลผ่าตัดและข้อจำกัดที่มองไม่เห็น
คุณแม่ที่ผ่านการผ่าคลอด (Cesarean Section) มีแผลผ่าตัดที่บริเวณท้องส่วนล่างซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ในการฟื้นตัวเบื้องต้น และอาจนานกว่านั้นสำหรับการฟื้นตัวเต็มที่ของกล้ามเนื้อ ในช่วงนี้คุณแม่จะพบว่าการงอตัว การยกของหนัก การก้มโก้ง และการออกแรงดึงต่างๆ ทำให้เจ็บปวดหรือทำไม่ได้
การติดตั้งคาร์ซีทแบบเข็มขัดนิรภัยต้องใช้แรงดึงที่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะขั้นตอนการกดน้ำหนักลงบนฐานคาร์ซีทพร้อมดึงเข็มขัด หากคุณแม่ที่ผ่าคลอดใหม่พยายามทำขั้นตอนนี้เองโดยไม่ระวัง อาจทำให้แผลฉีกหรือปวดแผลรุนแรงขึ้น และที่น่ากังวลกว่านั้นคืออาจดึงเข็มขัดได้ไม่แน่นพอ ทำให้คาร์ซีทติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ลดลงชั่วคราว
ไม่เพียงแต่แผลผ่าตัดเท่านั้น คุณแม่ที่เพิ่งคลอดไม่ว่าจะเป็นการคลอดธรรมชาติหรือผ่าคลอด ต่างประสบกับการสูญเสียความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) ชั่วคราว เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าท้องถูกยืดออกตลอดการตั้งครรภ์ 9 เดือน และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูกลับมา
กล้ามเนื้อแกนกลางที่อ่อนแอส่งผลต่อการยก Infant Car Seat ที่มีน้ำหนักรวมกับทารกอาจถึง 8-10 กิโลกรัม โดยตรง การยกแบบผิดท่าหรือใช้กล้ามเนื้อผิดกลุ่มอาจทำให้เกิดอาการปวดหลัง บาดเจ็บ หรือทำให้คาร์ซีทตกได้ในกรณีเลวร้าย
ฮอร์โมนและการรับรู้ที่เปลี่ยนไป
ช่วงหลังคลอดร่างกายปล่อยฮอร์โมน Relaxin ออกมาซึ่งทำให้ข้อต่อและเอ็นทั่วร่างกายอ่อนและยืดหยุ่นมากขึ้น ฮอร์โมนนี้ช่วยในการคลอดแต่ยังคงอยู่ในร่างกายนานหลายเดือน ทำให้ข้อต่อของมือ ข้อมือ และหลังไม่มั่นคงเท่าปกติ
นอกจากนี้ภาวะอ่อนเพลียและการนอนไม่หลับของพ่อแม่มือใหม่ส่งผลต่อสมาธิและการตัดสินใจ ซึ่งทำให้โอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการตรวจสอบความถูกต้องของการติดตั้งคาร์ซีทสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ตามข้อมูลของสุขภาพมารดาหลังคลอด ความสามารถทางร่างกายและจิตใจของคุณแม่หลังคลอดต้องการเวลาฟื้นฟูที่เพียงพอก่อนกลับมาทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงและสมาธิสูง
วิธีแก้ปัญหาที่ใช้ได้จริง
สิ่งแรกที่ควรทำคือวางแผนล่วงหน้าก่อนคลอดว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบการติดตั้งคาร์ซีทหลักในช่วง 6 สัปดาห์แรก อาจเป็นคุณพ่อ ญาติที่ไว้ใจ หรือผู้เชี่ยวชาญจากร้านที่ซื้อคาร์ซีท การมอบหมายหน้าที่นี้ให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนคลอดจะลดความเครียดและความเสี่ยงได้มาก
สำหรับการยกลูกขึ้น carseat คุณแม่ที่ผ่าคลอดควรฝึกท่ายกที่ถูกต้องกับนักกายภาพบำบัดหรือพยาบาลก่อนออกจากโรงพยาบาล ใช้หลักการงอเข่าแทนการก้มตัว ไม่บิดลำตัว และให้แขนรับน้ำหนักมากกว่ากล้ามเนื้อหน้าท้อง
การเลือกคาร์ซีทที่เหมาะกับข้อจำกัดหลังคลอด
พ่อแม่ที่รู้ว่าจะผ่าคลอดควรพิจารณาคาร์ซีทที่ระบบ ISOFIX ที่ติดตั้งและถอดได้ง่าย เพราะลดแรงที่ต้องใช้ในการดึงเข็มขัด ระบบ Click-and-Go ที่ใช้แรงน้อยเหมาะกว่าการติดตั้งแบบเข็มขัดสำหรับคุณแม่หลังผ่าตัด
คาร์ซีทที่น้ำหนักเบาและมีที่จับตรงก็สำคัญมาก เพราะลดแรงที่กล้ามเนื้อต้องรับเมื่อยกพาทารกไปมา ควรหลีกเลี่ยงคาร์ซีทที่มีน้ำหนักตัวเองมากเกิน 4-5 กิโลกรัม สำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอดในช่วง 2-3 เดือนแรก
สิ่งที่โรงพยาบาลและคลินิกควรบอกแต่ไม่บอก
น่าเสียดายที่คำแนะนำเรื่องการใช้คาร์ซีทในบริบทของการฟื้นตัวหลังคลอดยังไม่ได้รับการบรรจุในแนวทางการดูแลหลังคลอดของโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในไทย พ่อแม่มักได้รับคำแนะนำเรื่องการให้นม การดูแลแผล และการนอนของทารก แต่แทบไม่มีการพูดถึงว่าร่างกายของคุณแม่จะส่งผลต่อการใช้คาร์ซีทอย่างไร
พ่อแม่ที่ทราบข้อมูลนี้ควรนำไปหารือกับทีมแพทย์ก่อนออกจากโรงพยาบาล เพื่อวางแผนว่าใครจะช่วยจัดการคาร์ซีทในช่วงสัปดาห์แรกๆ และมีแผนสำรองสำหรับวันที่ต้องพาลูกไปพบแพทย์เพียงลำพัง
สรุป
ร่างกายของคุณแม่หลังผ่าคลอดเป็นตัวแปรสำคัญที่มักถูกมองข้ามในการวางแผนความปลอดภัยของเด็กในรถ การรู้จักข้อจำกัดของตัวเอง วางแผนล่วงหน้า เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสม และขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็นคือสี่สิ่งที่จะช่วยให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยปลอดภัยในช่วงที่ท้าทายที่สุดนี้

