แม้ความตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยของเด็กในรถจะเพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย แต่ยังมีความเข้าใจผิดหลายประการเกี่ยวกับการใช้คาร์ซีทที่แพร่หลายอยู่ ความเข้าใจผิดเหล่านี้ไม่เพียงทำให้คาร์ซีทไม่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่ แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของลูกน้อยได้อีกด้วย
ความเข้าใจผิดข้อที่ 1: “ทริปสั้นๆ ไม่ต้องใช้คาร์ซีทก็ได้”
หลายครอบครัวเชื่อว่าการขับรถระยะใกล้ เช่น ไปร้านสะดวกซื้อหรือส่งลูกที่โรงเรียนใกล้บ้าน ไม่จำเป็นต้องใช้คาร์ซีท ความจริงกลับตรงกันข้าม สถิติอุบัติเหตุแสดงให้เห็นว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระยะทางไม่เกิน 8 กิโลเมตรจากบ้าน และเกิดในเส้นทางที่คุ้นเคย
อุบัติเหตุไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่าจะเกิดเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นทริปสั้นหรือยาว การชนอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และที่ความเร็วเพียง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงกระแทกที่เด็กได้รับก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงแล้ว การใช้คาร์ซีททุกครั้งที่ขึ้นรถ ไม่ว่าระยะทางจะสั้นแค่ไหน เป็นนิสัยที่จำเป็นและช่วยชีวิตได้
ความเข้าใจผิดข้อที่ 2: “ให้คนอุ้มก็ปลอดภัยพอ”
หลายคนเชื่อว่าการให้ผู้ใหญ่อุ้มเด็กไว้แน่นๆ สวมเข็มขัดร่วมกัน หรือให้พี่เลี้ยงนั่งกอดลูกไว้ จะช่วยปกป้องเด็กได้เช่นกัน ความจริงนี้เป็นวิธีที่อันตรายมาก
เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักของเด็กจะเพิ่มขึ้นถึง 30-40 เท่า เด็กที่หนัก 10 กิโลกรัม จะมีแรงกระแทกเทียบเท่า 300-400 กิโลกรัม ไม่มีแขนของมนุษย์ใดที่จะยึดเด็กไว้ได้ในสถานการณ์นั้น นอกจากนี้ ตัวผู้ใหญ่เองก็จะกระแทกไปข้างหน้า และอาจทับเด็กด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ความเข้าใจผิดข้อที่ 3: “เด็กโตเร็วแล้ว ซื้อคาร์ซีทแบบใหญ่สุดเลยประหยัดกว่า”
การคิดประหยัดด้วยการซื้อคาร์ซีทขนาดใหญ่ให้เด็กเล็กใช้ตั้งแต่แรก เพื่อหวังให้ใช้ได้นานๆ เป็นความคิดที่ผิด car seat แต่ละแบบออกแบบมาเฉพาะสำหรับช่วงน้ำหนักและความสูงที่แตกต่างกัน
ทารกแรกเกิดต้องการคาร์ซีทแบบหันหน้าไปทางหลังที่มีการพยุงศีรษะและคอเป็นพิเศษ การใช้คาร์ซีทที่ใหญ่เกินไปทำให้เด็กไม่ได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม มีช่องว่างมากเกินไประหว่างตัวเด็กกับสายรัด และอาจทำให้ศีรษะและคอของเด็กไม่ได้รับการพยุงที่ดีพอเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
ความเข้าใจผิดข้อที่ 4: “หันหน้าไปข้างหน้าเร็วๆ ดีกว่า เด็กจะได้เห็นภาพข้างนอก”
พ่อแม่หลายคนรีบหันคาร์ซีทให้ลูกหันหน้าไปข้างหน้าเร็วๆ เพราะคิดว่าเด็กจะได้เห็นวิวข้างนอก ไม่เบื่อ และไม่เมารถ ความจริงตรงกันข้าม การหันหน้าไปทางหลังปลอดภัยกว่ามากสำหรับเด็กเล็ก
กระดูกสันหลังและคอของเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปียังพัฒนาไม่สมบูรณ์ เมื่อเกิดการชนทางด้านหน้า หากเด็กนั่งหันหน้าไปข้างหน้า ศีรษะที่หนักจะกระแทกไปข้างหน้าอย่างแรง อาจทำให้กระดูกคอหักหรือบาดเจ็บที่ไขสุนหลังได้ ขณะที่การหันหน้าไปทางหลังจะกระจายแรงกระแทกไปทั่วพนักพิงของเบาะ ช่วยปกป้องศีรษะและคอได้ดีกว่า
มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเด็กสากลแนะนำให้เด็กนั่งหันหน้าไปทางหลังนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยจนถึงอายุ 2 ปี หรือจนกว่าจะโตเกินขนาดที่คาร์ซีทรองรับ
ความเข้าใจผิดข้อที่ 5: “คาร์ซีทราคาแพงกว่าปลอดภัยกว่าเสมอ”
แม้คาร์ซีทราคาแพงมักมีฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น ผ้าที่นุ่มกว่า ถอดซักง่ายกว่า หรือปรับได้หลายท่านั่ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยกว่าคาร์ซีทราคาถูกเสมอไป
คาร์ซีททุกรุ่นที่ขายถูกกฎหมายต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยเดียวกัน ไม่ว่าจะราคาเท่าไหร่ สิ่งสำคัญกว่าราคาคือ การเลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับน้ำหนัง ความสูง และอายุของเด็ก รวมถึงการติดตั้งอย่างถูกต้อง คาร์ซีทราคาหลักพันที่ติดตั้งถูกต้องจะปลอดภัยกว่าคาร์ซีทราคาหลักหมื่นที่ติดตั้งผิดวิธี
ความเข้าใจผิดข้อที่ 6: “ใส่เสื้อกันหนาวหนาๆ นั่งคาร์ซีทปลอดภัยดี”
ในห้างหรือสถานที่ที่มีแอร์แรง พ่อแม่มักให้ลูกใส่เสื้อกันหนาวหนาแล้วนั่งคาร์ซีท ซึ่งเป็นอันตรายมาก เพราะเสื้อกันหนาวที่หนามีอากาศอัดอยู่ภายใน เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แรงกระแทกจะทำให้อากาศในเสื้อถูกบีบออก ทำให้สายรัดหลวมทันที เด็กอาจเลื่อนหลุดออกจากคาร์ซีทได้
วิธีที่ถูกต้องคือ ให้เด็กใส่เสื้อบางๆ รัดสายให้แน่น แล้วคลุมผ้าห่มทับด้านบน หรือวางเสื้อกันหนาวทับหลังจากรัดสายแล้ว
ความเข้าใจผิดข้อที่ 7: “คาร์ซีทที่เคยประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยยังใช้ได้”
หลายครอบครัวคิดว่า หากเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยและคาร์ซีทยังดูดี ไม่มีรอยแตกหรือเสียหาย ก็ยังสามารถใช้ต่อได้ ความจริง แม้จะไม่เห็นความเสียหายภายนอก แต่โครงสร้างภายในอาจได้รับผลกระทบแล้ว
โครงสร้างดูดซับแรงกระแทกของคาร์ซีทถูกออกแบบมาให้ใช้ได้ครั้งเดียว หลังจากนั้นประสิทธิภาพจะลดลง ผู้ผลิตคาร์ซีทส่วนใหญ่แนะนำให้เปลี่ยนคาร์ซีททันทีหากเคยประสบอุบัติเหตุ แม้จะเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย
ความเข้าใจผิดข้อที่ 8: “คาร์ซีทมือสองจากเพื่อนใช้ได้สบาย”
การรับคาร์ซีทมือสองจากคนรู้จักดูเหมือนจะประหยัดและปลอดภัย แต่มีความเสี่ยงที่ควรพิจารณา คุณอาจไม่รู้ประวัติการใช้งานทั้งหมด ไม่ทราบว่าเคยประสบอุบัติเหตุหรือไม่ อาจไม่มีคู่มือการใช้งาน หรืออาจขาดชิ้นส่วนบางอย่าง
นอกจากนี้ คาร์ซีทมีอายุการใช้งานจำกัด โดยทั่วไปประมาณ 6-10 ปี ขึ้นอยู่กับรุ่นและผู้ผลิต หลังจากนั้นพลาสติกและวัสดุอื่นๆ จะเสื่อมสภาพ หากจะรับคาร์ซีทมือสอง ต้องแน่ใจว่ารู้ประวัติการใช้งาน มีคู่มือ อายุไม่เกินที่กำหนด และไม่เคยประสบอุบัติเหตุ
สรุป
ความเข้าใจผิดเหล่านี้แพร่หลายในสังคมไทย แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยความรู้และความตระหนักที่ถูกต้อง การใช้คาร์ซีทอย่างถูกวิธี ไม่เพียงหมายถึงการมีคาร์ซีท แต่รวมถึงการเลือกแบบที่เหมาะสม ติดตั้งอย่างถูกต้อง และใช้ทุกครั้งที่ขึ้นรถ เพราะความปลอดภัยของลูกคือสิ่งที่ไม่มีข้อแม้และไม่มีข้อยกเว้น

