ประเทศไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีที่สูงกว่า 30 องศาเซลเซียส และในช่วงฤดูร้อนอาจแตะ 40 องศาขึ้นไปได้ง่าย สภาพอากาศแบบนี้สร้างความท้าทายที่ผู้ผลิตคาร์ซีทส่วนใหญ่ในยุโรปหรืออเมริกาไม่ได้คำนึงถึงเป็นหลัก และพ่อแม่ไทยส่วนใหญ่ก็ไม่เคยได้รับข้อมูลว่าความร้อนส่งผลต่อคาร์ซีทอย่างไร ทั้งต่อวัสดุ ต่อความปลอดภัย และต่ออายุการใช้งาน
อุณหภูมิในรถที่จอดกลางแดดสูงแค่ไหน
ผลการศึกษาในประเทศที่มีสภาพอากาศร้อนพบว่า อุณหภูมิภายในรถที่จอดกลางแดดโดยไม่ได้เปิดแอร์สามารถสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วมาก เพียง 10 นาทีหลังดับเครื่อง อุณหภูมิในรถอาจสูงกว่าอุณหภูมิภายนอก 10-15 องศา และหลังจากหนึ่งชั่วโมง ความแตกต่างอาจมากถึง 30-40 องศา
สำหรับในบริบทของประเทศไทยที่อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 35-40 องศา อุณหภูมิในรถที่จอดกลางแดดอาจแตะ 65-75 องศาเซลเซียสได้ในช่วงเวลาเที่ยงวัน ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สูงเพียงพอจะทำให้วัสดุหลายชนิดเริ่มเสื่อมสภาพ
ผลของความร้อนต่อโครงสร้างพลาสติกของคาร์ซีท
โครงสร้างหลักของคาร์ซีทส่วนใหญ่ทำจากโพลีโพรพิลีน (Polypropylene) ซึ่งเป็นพลาสติกที่ทนความร้อนได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เมื่อสัมผัสความร้อนสูงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน กระบวนการที่เรียกว่า Thermal Degradation จะเริ่มทำให้โมเลกุลของพลาสติกเสื่อมสภาพ ทำให้โครงสร้างเปราะ แตกง่าย และสูญเสียความสามารถในการดูดซับแรงกระแทกตามที่ออกแบบไว้
สิ่งที่น่ากังวลคือกระบวนการนี้ไม่เห็นจากภายนอก คาร์ซีทที่ผ่านความร้อนจัดมาหลายปีอาจยังดูสวยงามและสมบูรณ์ แต่โครงสร้างภายในเสื่อมสภาพไปแล้วอย่างมีนัยสำคัญ
ผลของความร้อนต่อโฟมและผ้า
โฟมที่ใช้ในการรองรับและดูดซับแรงกระแทกในคาร์ซีทก็ได้รับผลกระทบจากความร้อนเช่นกัน ความร้อนสูงทำให้โฟมอัดตัวแน่นขึ้น สูญเสียความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพในการดูดซับแรงกระแทกลดลง นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Compression Set ซึ่งเป็นการเสื่อมสภาพถาวรที่ไม่สามารถย้อนกลับได้
ผ้าหุ้มคาร์ซีทก็เปลี่ยนสภาพในความร้อนสูง สีอาจซีดเร็วกว่าปกติ เส้นใยอาจเสื่อมสภาพทำให้ผ้าบางลงและระบายอากาศได้น้อยลง ซึ่งส่งผลต่อความสบายของเด็กและอาจทำให้อุณหภูมิสัมผัสกับผิวเด็กสูงขึ้น
สายรัดและหัวเข็มขัดกับความร้อน
สายรัดไนลอนของคาร์ซีทสามารถดูดซับความร้อนได้มากจนผิวสัมผัสร้อนจนเกินไป ในรถที่จอดกลางแดดนาน สายรัดและหัวเข็มขัดโลหะอาจร้อนถึง 50-60 องศาซึ่งเพียงพอจะทำให้ผิวทารกพุพองได้หากสัมผัสโดยตรง
พ่อแม่ไทยหลายคนเคยสังเกตว่าหัวเข็มขัดร้อนมากหลังจากรถจอดกลางแดด แต่อาจไม่ได้คิดถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นหากนำทารกลงนั่งในคาร์ซีททันทีโดยไม่ได้ตรวจสอบอุณหภูมิก่อน
วิธีตรวจสอบก่อนนำลูกขึ้นคาร์ซีท
ก่อนนำลูกขึ้นนั่ง carseat ในรถที่จอดกลางแดด ควรเปิดประตูรถทิ้งไว้อย่างน้อย 2-3 นาทีเพื่อระบายความร้อนออก ใช้ฝ่ามือสัมผัสสายรัด หัวเข็มขัด และพนักพิงของคาร์ซีทก่อนเสมอ ถ้ารู้สึกร้อนจนไม่สามารถทนสัมผัสได้ 3 วินาที อุณหภูมินั้นสูงเกินไปสำหรับผิวทารก เปิดแอร์ให้เย็นก่อน 5-10 นาทีแล้วค่อยนำลูกลง
ใช้ผ้าคลุมหน้าต่างหรือผ้าม่านรถเพื่อลดอุณหภูมิในรถเมื่อต้องจอดนาน ผ้าคลุมสะท้อนแสงด้านหน้ารถสามารถลดอุณหภูมิภายในได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผลของความร้อนต่ออายุการใช้งานคาร์ซีท
ตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของพอลิเมอร์ อุณหภูมิสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่เร่งการเสื่อมสภาพของพลาสติกและยาง สำหรับคาร์ซีทที่ใช้ในประเทศไทย อายุการใช้งานที่ระบุบนฉลาก ซึ่งมักกำหนดมาสำหรับสภาพอากาศยุโรปอาจสั้นกว่าที่ระบุเมื่อใช้ในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยรถยนต์หลายคนแนะนำว่า สำหรับประเทศเขตร้อนที่รถมักถูกจอดกลางแดดเป็นประจำ ควรพิจารณาเปลี่ยนคาร์ซีทเร็วกว่าที่ฉลากระบุประมาณ 1-2 ปี
การเก็บรักษาคาร์ซีทให้ยืดอายุการใช้งาน
หากต้องถอดคาร์ซีทออกจากรถ ควรเก็บในที่ร่ม อุณหภูมิปกติ ไม่ใช่ในท้ายรถที่ร้อน ล้างคาร์ซีทตามคำแนะนำในคู่มือเป็นประจำ เพราะเหงื่อและความชื้นรวมกับความร้อนจะเร่งการเสื่อมสภาพของวัสดุ และตรวจสอบโครงสร้างพลาสติกอย่างละเอียดทุก 6 เดือน มองหารอยแตกร้าว สีเปลี่ยน หรือพลาสติกที่ดูเปราะกว่าปกติ
สรุป
สภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของคาร์ซีทในทางที่หลายคนไม่เคยนึกถึง การตรวจสอบอุณหภูมิก่อนนำลูกขึ้นรถ การเก็บรักษาอย่างถูกต้อง และการเปลี่ยนคาร์ซีทตามระยะเวลาที่เหมาะสมกับสภาพอากาศไทยเป็นสามสิ่งที่พ่อแม่ไทยควรเพิ่มเข้าไปในรายการดูแลความปลอดภัยของลูก
